ความสุขที่ฉะเชิงเทรา เมืองเก่าริมบางปะกง

เรื่อง: ชาธร โชคภัทระ

คุณรู้ไหมว่า จังหวัดไหนในภาคตะวันออกที่มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดอื่น มากถึง 8 จังหวัด? ตอบง่ายๆ อย่างไม่รอช้า ‘ฉะเชิงเทรา’ นั่นเอง คือถูกล้อมรอบด้วยจังหวัดกรุงเทพฯ, ปทุมธานี, นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว, จันทบุรี, ชลบุรี และสมุทรปราการ

แถมยังมีปากแม่น้ำบางปะกงและชายทะเลยาวถึง 12 กิโลเมตร ติดต่อกับอ่าวไทยอีกด้วย สิ่งนี้ก่อให้เกิดเสน่ห์ในความหลากหลาย ของทั้งภูมิศาสตร์ อาหารการกิน วิถีชีวิต วัฒนธรรม นำไปสู่การท่องเที่ยวแบบเนิบช้า ที่มีวิถีไทยและธรรมชาติหลอมรวมกันอย่างลงตัว

คนสมัยก่อนอาจรู้จักฉะเชิงเทราในชื่อ ‘เมืองแปดริ้ว’ เพราะปลาช่อนที่นี่ตัวใหญ่อ้วนพี จับมาแล่ทำปลาตากแห้งผ่าออกได้ตั้งแปดริ้ว ต่างกับที่อื่นซึ่งแล่ได้แค่ห้าถึงหกริ้วเท่านั้น

สิ่งนี้บ่งบอกว่า เมืองแปดริ้วหรือฉะเชิงเทราในปัจจุบันมีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์มาก ทั้งในส่วนลุ่มน้ำบางปะกงที่อยู่ทางตะวันตก และทางใต้ ส่วนทางเหนือและตะวันออกเป็นเขตป่าพงไพรส่วนเสี้ยวหนึ่งของ ‘ป่าดงพญาเย็น’ ในอดีตนั่นเอง

มาเที่ยวฉะเชิงเทราวันนี้สิ่งแรกที่รู้สึกได้เลยคือ บรรยากาศของความเนิบช้า เข็มนาฬิกาชีวิตเดินช้าลง ภายใต้วิถีไทยที่ยังอาบอิ่มด้วยวัดวาอาราม อาหารไทย บ้านเรือนไทย รอยยิ้มเปี่ยมมิตรไมตรีแบบไทย ทำให้ผู้มาเยือนอย่างเรารู้สึกไม่ต้องเร่งร้อน และมีความสุขในทุกย่างก้าวกับเมืองเก่าริมน้ำบางปะกงแห่งนี้ แต่ทริปนี้มีเวลาไม่ค่อยเยอะ แค่ 2 วัน 1 คืน เลยขอพาตัวและหัวใจมาขับรถเที่ยวฉะเชิงเทราแบบชิลๆ เพราะถือเป็นเมืองน่ารักใกล้กรุงที่ใช้เวลาเดินทางไม่มาก ทำให้ไม่เหนื่อย กลับไปทำงานต่อได้อย่างมีพลัง

วันแรกขอขับรถเที่ยวสบายๆ อยู่ในอำเภอเมืองก่อนละกันเนอะ มาถึงแล้วก็ต้องไปรายงานตัวกับ ‘หลวงพ่อโสธร’ ที่วัดโสธรวรารามวรวิหาร ก่อนเลย เพราะถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง ศูนย์รวมจิตใจ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะคนฉะเชิงเทราเท่านั้นที่มากราบไหว้ แต่คนจากทั่วสารทิศต่างหลั่งไหลมาสักการะตลอดปี วัดนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง มีอาณาเขตกว้างขวาง สะอาดสะอ้าน โดยเฉพาะตัวพระอุโบสถนั้น มีขนาดใหญ่โตและสวยด้วยพุทธศิลป์ร่วมสมัย

ภายในประดิษฐานองค์หลวงพ่อโสธร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ที่ไหลลงมาตามน้ำจากเมืองเหนือ และมาขึ้นฝั่ง ณ ที่นี้ โดยยังมีพระพุทธรูปอีกไม่น้อยกว่า 2 องค์ ลอยตามน้ำมาพร้อมกัน คือ หลวงพ่อบ้านแหลม จ.สมุทรสงคราม และหลวงพ่อโตวัดบางพลีใหญ่ใน จ.สมุทรปราการ ได้พาครอบครัวคนรักไปกราบขอพรท่านแล้ว ชีวิตก็จะมีแต่ความสุขสวัสดีครับ

ในอำเภอเมืองฉะเชิงเทราจริงๆ แล้วยังมีวัดวาอารามที่น่าศรัทธาอีกมาก อย่าง ‘วัดจีนประชาสโมสร’ หรือวัดเล่งฮกยี่ ถือเป็นวัดจีนนิกายมหายานที่เก่าแก่ที่สุดของฉะเชิงเทรา ภายในวัดโอ่อ่าโอ่โถง เด่นด้วยศิลปกรรมจีนแท้ๆ ตั้งแต่รูปแบบสถาปัตยกรรมการสร้างอย่างหลังคากระเบื้องลอนโค้ง โคมไฟจีน รูปปั้นมังกรเลื้อยพันไปมา

รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นท้าวจตุโลกบาลองค์ใหญ่ทั้งสี่ทิศ ภายในมีพระพุทธรูปหลัก 3 องค์ คือ พระยูไล, พระโอนิโทฮุด และพระเอี้ยซือฮุด ซึ่งเชื่อกันว่าช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ โดยรูปปั้นนั้นทำมาจากกระดาษจากเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมพันมือพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตา เคล้ากลิ่นธูปควันเทียนแห่งศรัทธา

ตรงข้ามวัดจีนประชาสโมสรเป็นที่ตั้งของ ‘ตลาดบ้านใหม่ 100 ปี’ แหล่งสะท้อนวิถีกินอยู่ ของชุมชนชาวจีนค้าขายริมน้ำบางปะกงมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แม้จะเคยซบเซามาพักใหญ่ ทว่าปัจจุบันกลับฟื้นคืนชีวิต เพราะทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ จะเปิดตลาดให้เที่ยวอย่างมีสีสัน ร้านค้าเปิดกันคึกคักคล้ายพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต

เพราะทุกย่างก้าวในตลาดบ้านใหม่คล้ายแคปซูลเวลา พาเราย้อนอดีต ได้ชื่นชมเรือนไม้เก่าแก่ในบรรยากาศเดิมๆ จนกลายเป็นโลเกชั่นถ่ายละครมาแล้วหลายเรื่อง อย่างนางนาค, เจ้าสัวสยาม, อยู่กับก๋ง แต่ที่สำคัญคือตลาดบ้านใหม่เป็นแหล่งรวมอาหารอร่อยเมืองแปดริ้ว เดินเที่ยวไป ถ่ายภาพไป แวะกินไป มีความสุขเหลือเกิน ทั้งร้านก๋วยเตี๋ยวต่อชาม, ก๋วยเตี๋ยวเป็ดป้าต้อย, อาหารไทยร้านป้าหนู, เค้กข้าวหลาม (เค้กกระบอก) และอีกเพียบ เตรียมขยายเอวกางเกงกันไว้เลย

เที่ยวกันต่อที่ ‘วัดสมานรัตนาราม’ หรือที่นักท่องเที่ยวทั่วไปเรียกกันติดปากว่า ‘วัดพระพิฆเนศ’ เพราะเป็นวัดที่มีการผสมผสานพุทธและพราหมณ์เข้ากันอย่างแยกไม่ออก แม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดผู้คนสู่วัดนี้ คือรูปปั้นพระพิฆเนศองค์ใหญ่ปางนอนเสวยสุขอยู่กลางแจ้ง เนื้อองค์เป็นสีชมพูผุดผ่อง จัดว่าเป็นรูปปั้นพระพิฆเนศปางนอนองค์ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย สูงถึง 16 เมตร ลักษณะนอนตะแคงซ้าย หันหน้าออกสู่แม่น้ำบางปะกงไหลเอื่อยๆ เย็นชื่นใจ เชื่อกันว่าองค์ท่านมีความศักดิ์สิทธิ์และช่วยให้สุขสมหวัง นอกจากนี้ที่บริเวณฐานยังมีรูปปั้นพระพิฆเนศ 32 ปาง ให้สักการะด้วยตามความศรัทธาด้วย

เอาล่ะ นี่แค่วันแรก เย็นย่ำมากแล้ว ได้เวลาเช็คอินเข้าพักในรีสอร์ทเล็กๆ ริมแม่น้ำบางปะกง นอนอุ่นสบายใกล้ชิดธรรมชาติ แถมยังได้กินกุ้งแม่น้ำอร่อยๆ เป็นดินเนอร์อีก อิจฉาตัวเองจริงๆ เลยเรา

เช้าวันที่สอง ตื่นขึ้นมาสูดโอโซนสดชื่นริมน้ำบางปะกง ดูตะวันขึ้น หม่ำอาหารเช้าอร่อยๆ แล้วขับรถเที่ยวต่อจากอำเภอเมืองไปอำเภอบ้านโพธิ์ที่อยู่ใกล้กัน แวะเที่ยวเชิงเกษตรที่ ‘มินิมูร่าฟาร์ม’ ฟาร์มน้อยแสนน่ารัก ที่เหมาะจะไปเที่ยวกันทั้งครอบครัว เป็นฟาร์มควายนมเชิงท่องเที่ยวและร้านอาหารสไตล์ Farmmade

จุดเด่นอยู่ที่ควายนมพันธุ์มูร่าห์ที่นำเข้ามาจากอินเดีย ต่างจากควายไทยตรงที่มีขนเยอะกว่า ตัวเล็กกว่า และเมื่อโตเต็มที่เขาจะม้วน แต่ที่เด็ดมากคือนมของควายพันธุ์มูร่าห์สามารถนำมาทำชีส (เนยแข็ง) ได้ ทำสบู่ โลชั่น ครีมบำรุงผิว รวมถึงกิจกรรม Workshop ให้เราทำพิซซ่า และไอศกรีมจากนมมูลร่าห์แสนอร่อย

ยังอยู่กันที่อำเภอบ้านโพธิ์ แต่เปลี่ยนโลเกชั่นไปเยือนอีกหนึ่งตลาดเก่าชื่อดัง ‘ตลาดคลองสวน 100 ปี’ ไอดอลของตลาดจีนโบราณริมน้ำที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่ง ด้วยว่ามีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ตั้งอยู่ริมสองฝั่งคลองประเวศบุรีรมย์ แบ่งเขต 2 จังหวัด คือทั้งฉะเชิงเทราและสมุทรปราการ มาเที่ยวตลาดเดียว ได้เยือนสองจังหวัดเลยนะ ในฝั่งฉะเชิงเทรามีภาพเขียนสีในโรงเจอายุ 120 ปี ส่วนในฝั่งสมุทรปราการมีศาลเจ้าพ่อคลองสวนให้สักการะ แวะถ่ายภาพร้านขายยาเก่า ร้านขนม ร้านของเล่น แล้วนั่งชิลในร้านกาแฟแป๊หลีอายุกว่า 70 ปี ซึมซับภาพอดีตที่ยังคงมีชีวิตได้อย่างมีความสุข

จากอำเภอบ้านโพธิ์ขับรถต่อไปนิดเดียวก็ถึงอำเภอบางคล้า แวะซื้อ ‘ขนมเปี๊ยะตั้งเซ่งจั้ว’ เจ้าดัง ที่ขายกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 ยุคเปลี่นแปลงการปกครองโน่นเลย เอกลักษณ์คือเนื้อแป้งนุ่ม ให้ไส้เยอะ และปัจจุบันมีหลายไส้ให้เลือกด้วย แต่หมุดหมายจริงๆ ของเราอยู่ที่ ‘ตลาดน้ำบางคล้า’ ที่โดดเด่นในแง่ของการสร้างตลาดเป็นโป๊ะยื่นลงสู่แม่น้ำ ย้อนรำลึกถึงวันวานที่แม่น้ำบางปะกงยังมีการ ค้าขายทางเรือ ของกินนานาชนิดจะขายกันอยู่ในเรือ เราสั่งขึ้นมาชิมได้ตามใจชอบ ทั้งส้มตำ หมูสะเต๊ะ ห่อหมก กุ้งเผา ปลาเผา หมึกย่าง ขนมจาก กะหรี่ปั๊บ และขนมไทยละลานตา หรือถ้าใครมีเวลาเยอะหน่อย จะลงเรือล่องเที่ยวจากตลาดน้ำบางคล้าไปรอบเกาะลัดบางปะกงได้ ใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น

จะว่าไปแล้วทริปนี้เหมาะกับคนชอบกิน หรือพวก Foodie Traveler อย่างเราจริงๆ เพราะอดไม่ได้ที่จะกินทั้งวัน กินกันแทบจะทุกป้ายที่แวะจอดรถ ก็แหม ฉะเชิงเทราเขามีของกินอร่อยเพียบ จะอดใจไหวได้ไง จากอำเภอบางคล้าขับรถต่อไปเรื่อยๆ ทางตะวันออกจนถึงอำเภอพนมสารคาม ที่ต้องบอกเลยว่าอากาศสดชื่นมาก คงเพราะแถบนี้มีป่าเขาและสวนเกษตรอยู่เยอะ ยังไม่ทันไรเราก็มาแวะที่ ‘ร้านขนมกุยช่ายเจ๊อิม เกาะขนุน’ เป็นขนมกุยช่ายเจ้าดังที่ผมติดใจมานาน

วันนี้ได้มาถึงเยี่ยมถึงถิ่นแล้ว ที่ว่าเขาอร่อยจนโด่งดังมากเพราะเป็นขนมกุยช่ายที่แป้งห่อบางมาก เนื้อนุ่มแทบไม่ต้องออกแรงเคี้ยว เหมือนมันละลายในปาก ส่วนไส้ก็ให้เยอะจนอัดแน่นแทบทะลัก อร่อยทุกไส้สั่งเลยแล้วแต่ชอบ ทั้งไส้กุยช่าย, ไส้หน่อไม้, ไส้เผือก และไส้รวม ขายกันในกล่องรักษ์โลก ราคาก็ย่อมเยาว์ แต่รสชาติอร่อยสุดติ่งจริงๆ ครับ

เพื่อไม่ให้ความอร่อยขาดตอน เราตามหาเมนูสุดพิเศษของพนมสารคามต่อไปที่ ‘ก๋วยเตี๋ยวปากห้อม เจ้ติ๋ม’ ต้นตำรับหนึ่งเดียวในไทยซึ่งดัดแปลงมาจากสูตรดั้งเดิมเมื่อ 50 กว่าปีก่อน โดยคุณแม่สังวาลย์ แก่นจันทร์ ผู้มีไอเดียบรรเจิด นำข้าวเกรียบปากหม้อที่เราคุ้นเคยไปใส่ในน้ำซุปคล้ายก๋วยเตี๋ยว เกิดเป็นเมนูใหม่ที่ชิมกันชามเดียวไม่เคยพอ เพราะอร่อยจริงจังมาก ไม่ได้โม้! ความฟินของก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ คือตัวปากหม้อที่มีแป้งบางนุ่ม ไส้แน่นเต็มคำ มีให้เลือกเยอะทั้งไส้ถั่วงอก ไส้หวาน ไส้กุยช่าย ไส้หน่อไม้ ไส้เต้าหู้ผัด ฯลฯ และอาวุธลับอยู่ในน้ำซุปที่สามารถใส่เครื่องจัดเต็มได้ตามใจชอบ

กินกันจนอิ่มแปล้ และได้เวลากลับบ้านเสียที ขากลับเรายังมีจุดสุดท้ายที่ต้องแวะให้ได้ คือ ‘วัดโพรงอากาศ’ แห่งอำเภอชื่อน่ารัก ‘อำเภอบางน้ำเปรี้ยว’ ก็เพราะสมัยก่อนในฤดูแล้งน้ำที่นี่จะมีรสเปรี้ยว (เป็นน้ำกร่อยเพราะน้ำทะเลหนุนสูงกว่าน้ำจืด) เหตุที่อยากมาวัดนี้ เพราะอยากมาเห็นพระพิฆเนศปางนั่งประทานพรองค์ใหญ่มหึมา ผิวเนื้อเป็นสีชมพูสดใส ตั้งอยู่กลางแจ้ง นับเป็น Landmark สำคัญที่สร้างภาพจำใหม่ให้ฉะเชิงเทราด้านท่องเที่ยวได้อย่างดี

ถ้าสังเกตให้ดี บนด้านหน้าหมวกขององค์ท่านมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ ซึ่งคือองค์หลวงพ่อโสธรจำลอง นอกจากนี้ยังมีพระอุโบสถมหาเจดีย์ เป็นอาคารปูนที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุจากอินเดียไว้ให้สักการะ รวมถึงยังมีพระพุทธรูปจำลอง เช่น หลวงพ่อโสธร, หลวงพ่อวัดบ้านแหลม, หลวงพ่อโต, หลวงพ่อวัดไร่ขิง และหลวงพ่อวัดเขาตะเกรา ให้กราบไหว้กันด้วย

ฉะเชิงเทรา แม้ถูกจัดวางตำแหน่งไว้เป็นแค่เมืองรอง แต่สำหรับตัวผมคิดว่าไม่จริง เพราะที่นี่มีความน่าสนใจในหลายเรื่อง เป็นดินแดนที่อวลด้วยเสน่ห์ของชีวิต ธรรมชาติ และทำให้เราตื่นตาตื่นใจ เกินความคาดหมายได้ทุกนาทีที่อยู่ใน ‘ฉะเชิงเทรา’

คู่มือนักเดินทาง

ของฝาก : ขนมเปี๊ยะ อ.บางคล้า, มะม่วงน้ำดอกไม้, กุยช่ายเจ๊อิม อ.บางคล้า ฯลฯ

สอบถามเพิ่มเติม : ททท. สำนักงานฉะเชิงเทรา-สมุทรปราการ โทร. 0-3851-4009